บทที่ 12 ภวังค์นิทรา
หลังจากศึกหนักในการจัดการบิงซูถ้วยยักษ์จนเกลี้ยงชาม ทั้งกะทิและหมอภิภพต่างก็เดินออกมาจากร้านด้วยสภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝ่ายชายเดินตัวปลิว ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขราวกับเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่ แถมยังผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ฝ่ายหญิงเดินต้วมเตี้ยม ก้าวขาแทบไม่ออกเพราะความอิ่มที่จุกขึ้นมาถึงคอหอย
กะทิรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นงูเหลือมที่เพิ่งกลืนช้างเข้าไปทั้งตัว กางเกงยีนส์เอวยางยืดที่คิดว่าใส่สบายที่สุดแล้ว ตอนนี้กลับรัดแน่นจนเธออยากจะแอบเอามือลงไปดึงขอบเอวให้มันคลายออกสักนิด
"เป็นไง... อิ่มไหมครับ?"
หมอภิภพหันมาถามด้วยน้ำเสียงสดใส ดวงตาหลังกรอบแว่นเป็นประกายวิบวับ
"จุกค่ะ... ไม่ใช่อิ่มธรรมดา แต่จุกมาก"
กะทิตอบเสียงอ่อย ยกมือลูบท้องตัวเองป้อยๆ
"หมอนะหมอ... หลอกให้กะทิกินซะเยอะเลย ไหนบอกจะช่วยกินไงคะ ตักให้กะทิซะเกือบหมด"
"ก็เห็นคุณกินอร่อย ผมก็ไม่อยากแย่ง"
เขาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะกดกุญแจรีโมตปลดล็อกรถเบนซ์คันหรูที่จอดโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไฟหน้ารถกะพริบตอบรับเจ้าของทันที
"ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง"
กะทิชะงักฝีเท้า นึกขึ้นได้ว่ารถของตัวเองยังจอดอยู่ที่ศูนย์บริการ
"เอ้อ... จริงสิคะ กะทิต้องไปเอารถที่ศูนย์ก่อนนี่นา ป่านนี้เขาจะปิดหรือยังคะเนี่ย"
เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เข็มสั้นชี้ไปที่เลขแปดกว่าๆ แล้ว
หมอภิภพเปิดประตูฝั่งข้างคนขับค้างไว้ แล้วหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เธอ
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมจัดการให้แล้ว"
"จัดการ? จัดการยังไงคะ?"
"ผมโทรบอกลูกน้องคนที่อู่ตั้งแต่ตอนที่เราสั่งอาหารแล้วครับ ให้เขาขับรถคุณไปจอดรอที่หน้าบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว กุญแจรถฝากไว้กับยายจำปี"
เขาเฉลยความจริงด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน
กะทิอ้าปากค้าง
"หะ...หา? ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? ทำไมกะทิไม่เห็นรู้เรื่องเลย"
"ก็ตอนที่คุณกำลังง่วนอยู่กับการแกะก้ามกุ้งไง"
เขาหัวเราะเบาๆ
"ขึ้นรถเถอะครับ จะได้รีบกลับไปพักผ่อน หนังท้องตึงแล้วเดี๋ยวหนังตาจะหย่อนเอานะ"
กะทิได้แต่ส่ายหน้าให้กับความเผด็จการที่แฝงไปด้วยความใส่ใจ ของผู้ชายคนนี้ เธอพาตัวเองเข้าไปนั่งในรถเบาะหนังนุ่มๆ อีกครั้ง
ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงรบกวนจากภายนอกก็เงียบกริบ เหลือเพียงความเงียบสงบภายในห้องโดยสารที่หรูหรา กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้หอมจางๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
หมอภิภพก้าวขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ เขาคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ แอร์เย็นฉ่ำเริ่มทำงานเป่าลมเย็นๆ ออกมาปะทะใบหน้า เขาเลือกเพลย์ลิสต์เพลงสากลจังหวะฟังสบายๆ เปิดคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศ รถคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากร้านอาหารอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร
"เพลงเพราะไหม?"
สารถีกิตติมศักดิ์เริ่มชวนคุยทำลายความเงียบ
"เพราะค่ะ... เพลงโปรดกะทิเลย"
กะทิตอบพลางเอนหลังพิงเบาะ ปรับท่านั่งให้สบายตัวที่สุด
"ตาถึงนะเนี่ย... เอ้ย หูถึง"
เขาหยอดมุกแป้กๆ แล้วก็ชวนคุยต่อไม่หยุด
"รู้ไหมสมัยผมเรียนหมอ เวลาอยู่เวรดึกๆ ก็อาศัยเพลงพวกนี้แหละช่วยให้ตื่น... แต่บางทีฟังไปฟังมาหลับคาโต๊ะก็มีนะ เคยมีครั้งนึงพยาบาลมาปลุก นึกว่าผมเป็นลมคาห้องพักแพทย์ อายเขาแทบแย่"
หมอภิภพเล่าเรื่องวีรกรรมสมัยเรียนของตัวเองอย่างออกรสออกชาติ ราวกับเก็บกดมานานที่ไม่มีคนรับฟัง เขาเล่าเรื่องอาจารย์หมอสุดโหด เรื่องคนไข้เคสแปลกๆ หรือเรื่องตลกหน้าตายในห้องผ่าตัด น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาน่าฟัง มันมีความนุ่มลึกและจังหวะจะโคนที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
กะทิพยายามตั้งใจฟังและโต้ตอบบทสนทนา
"โห... จริงเหรอคะ"
"แล้วหมอทำไงต่อคะ?"
"ตลกจังเลยค่ะ..."
แต่ทว่า...
ร่างกายของเธอกลับเริ่มไม่ให้ความร่วมมือ
ความอิ่มระดับสิบจากการยัดทะนานทั้งคาวทั้งหวาน กอปรกับแอร์ในรถที่เย็นฉ่ำกำลังดี และเบาะหนังที่โอบอุ้มสรีระไว้อย่างนุ่มนวล ยิ่งกว่าเตียงนอนที่บ้านเสียอีก ปัจจัยทั้งหมดนี้กำลังรวมหัวกันกล่อมเกลาให้สติสัมปชัญญะของกะทิเลือนรางลงทีละน้อย
เสียงของหมอภิภพเริ่มฟังดูไกลออกไปทุกที
"...ตอนนั้นผมก็เลยบอกอาจารย์ไปว่า..."
เสียงทุ้มๆ นั้นกลายเป็นเสียงงึมงำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่มันช่างไพเราะและชวนฝันเหมือนเพลงกล่อมเด็ก เปลือกตาของกะทิหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาลูกตุ้มเหล็กมาถ่วงไว้ เธอพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติ ‘ห้ามหลับนะกะทิ... เสียมารยาทตายเลย เขาอุตส่าห์ขับรถมาส่ง’
เธอสั่งตัวเองในใจ แล้วหันไปมองข้างทาง ไฟถนนสีส้มที่วิ่งผ่านกระจกไปเป็นเส้นยาวๆ ยิ่งทำให้ตาลายเข้าไปอีก
"กะทิ... คุณว่าร้านเมื่อกี้เป็นไง? ให้กี่ดาว?"
หมอภิภพถามความเห็น
"คะ... อ๋อ... ห้าดาวค่ะ... อร่อย..."
เสียงของเธอเบาหวิวและยานคางชอบกล
หมอภิภพหันมามองคนข้างๆ แวบหนึ่ง เห็นเธอนั่งคอตั้งตรงแต่ตาปรือปรอยเหมือนคนเมา
เขายิ้มมุมปาก
"ง่วงเหรอ?"
"มะ... ไม่ค่ะ... แค่เคลิ้มๆ"
กะทิปฏิเสธเสียงแข็ง ทั้งที่ตาจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่
"นอนก็ได้นะ ผมไม่ว่า"
"ไม่เอาค่ะ... เกรงใจ"
เธอยังคงดื้อดึง พยายามถลึงตาให้โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็ฝืนธรรมชาติเหลือเกิน
บทสนทนาขาดห้วงไปพักใหญ่เมื่อรถติดไฟแดงนานตรงแยกใหญ่ ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง และคราวนี้มันคือจุดจบของความพยายาม ศีรษะของกะทิค่อยๆ เอียงลง... เอียงลง... จนกระทั่งคางมนซบลงกับอกตัวเอง แล้วเธอก็นิ่งไป หมอภิภพที่กำลังฮัมเพลงเบาๆ หันไปมองตุ๊กตาหน้ารถของเขา ภาพที่เห็นทำเอาเขาหลุดขำออกมาเบาๆ
กะทิหลับสนิทไปแล้ว... หลับแบบคอพับคออ่อน มือยังกอดกระเป๋าสะพายไว้แน่นเหมือนกลัวใครจะมาแย่งสมบัติ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว
"เด็กหนอเด็ก... กินอิ่มก็นอนหลับ"
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความเอ็นดู สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ปิดไม่มิด เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มปรับอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้นอีกนิด เพราะกลัวว่าเธอจะหนาว แล้วกดปุ่มลดเสียงเพลงลงจนแทบไม่ได้ยิน ไฟเขียวสว่างขึ้น
หมอภิภพออกรถอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยขับมา เขาประคองพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างวางพักไว้ที่เกียร์ สายตาคอยระวังหลุมบ่อและฝาท่อบนถนนราวกับกำลังขนส่งวัตถุระเบิดที่พร้อมจะแตกตื่นได้ทุกเมื่อ เขาไม่อยากให้รถกระเทือนจนเธอตื่น อยากให้เธอได้พักผ่อนนานที่สุด... หรือพูดให้ถูกคือ เขาอยากยื้อเวลาที่จะได้อยู่กับเธอสองต่อสองแบบนี้ให้นานที่สุด
รถเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ กะทิขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรถเลี้ยวโค้ง ศีรษะของเธอโอนเอนไปมาอย่างไร้ทิศทาง ก่อนจะทำท่าจะโขกกับกระจกหน้าต่าง หมอภิภพรีบเอื้อมมือซ้ายไปรองรับศีรษะเธอไว้ได้ทันก่อนที่จะกระแทกกระจก ฝ่ามือหนาสัมผัสกับแก้มเนียนนุ่มและเส้นผมนิ่มลื่น หัวใจของอาจารย์หมอวัยสี่สิบสองกระตุกวูบ เขามองหาที่ทางให้เธอ ก่อนจะค่อยๆ ดันศีรษะเธอให้เอนมาพิงกับพนักพิงศีรษะดีๆ จัดท่าทางให้เธอนอนสบายขึ้น
กะทิครางงึมงำในลำคอเบาๆ ขยับตัวหามุมสบาย แล้วหลับต่อโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว มุมปากของเธอยกยิ้มเล็กน้อย เหมือนกำลังฝันดี หมอภิภพชักมือกลับมาจับพวงมาลัย ความรู้สึกนุ่มนิ่มที่ปลายนิ้วยังคงติดตรึงอยู่ เขาแอบมองเธอเป็นระยะ
เวลาหลับ... กะทิดูไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้มใส ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอขึ้นนิดๆ ดูน่ารักน่าชัง ต่างจากกะทิคนเก่งที่ชอบเถียงเขาฉอดๆ หรือกะทิคนสู้ชีวิตที่แบกโลกไว้ทั้งใบ
"เหนื่อยมากสินะ..."
เขาพูดกับคนที่หลับอยู่
"พักเถอะครับ... เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง"
สรรพนาม 'พี่' หลุดออกมาจากปากเขาอย่างเป็นธรรมชาติในยามที่ไม่มีใครได้ยิน
การจราจรในค่ำคืนวันเสาร์ค่อนข้างคล่องตัว ไม่นานนัก รถเบนซ์คันงามก็เลี้ยวเข้าสู่ซอยบ้านของกะทิ ถนนในซอยค่อนข้างแคบและขรุขระกว่าถนนใหญ่ หมอภิภพต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการหยอดหลุมและชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้รถกระเด้งกระดอน
ในที่สุด เขาก็จอดรถเทียบท่าที่หน้าบ้านชั้นเดียวหลังเดิม ไฟหน้าบ้านเปิดสลัวๆ ทิ้งไว้ และที่สำคัญ... รถอีโคคาร์คันเล็กของกะทิจอดสงบนิ่งอยู่ภายในรั้วบ้านเรียบร้อยแล้ว ตามคำสั่งของเขา หมอภิภพเข้าเกียร์ว่าง ดึงเบรกมือ แต่ยังไม่ดับเครื่องยนต์ เขานั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานเดินเบาต่อไป หันมามองคนข้างๆ ที่ยังคงหลับอุตุไม่รู้เรื่อง
ใจหนึ่งก็อยากจะปลุก เพราะดึกมากแล้ว ยายจำปีคงเป็นห่วง แต่อีกใจก็ไม่อยากปลุก... อยากนั่งมองหน้าเธอแบบนี้ไปเรื่อยๆ เขาเท้าคางกับพวงมาลัย จ้องมองใบหน้ายามหลับของกะทิ รอยคล้ำใต้ตาจางๆ บ่งบอกว่าเธอทำงานหนักและพักผ่อนน้อยมาตลอด เขาอยากจะดูแลเธอ... อยากให้เธอได้นอนหลับเต็มอิ่มทุกคืน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องตอบแชทลูกค้า หรือเรื่องหาเงินมารักษายาย
"ถ้าตื่นมาเห็นผมจ้องอยู่แบบนี้ คุณคงหาว่าผมโรคจิตแน่ๆ"
เขาหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง
เวลาผ่านไปห้านาที สิบนาที
ดูเหมือนจะยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะไฟในบ้านยายจำปีเปิดสว่างขึ้น เหมือนยายจะได้ยินเสียงรถมาจอด หมอภิภพตัดสินใจเอื้อมมือไปสะกิดท่อนแขนกลมกลึงของกะทิเบาๆ
"กะทิครับ..."
เขาเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ระดับความดังเพียงแค่กระซิบ
"กะทิ... ถึงบ้านแล้วครับ"
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนรำคาญที่มีคนมากวนเวลานอน
"อือ..." เธอครางประท้วง พลิกตัวหนีไปอีกทาง
หมอภิภพยิ้มขำ
"ตื่นได้แล้วครับเด็กดื้อ... เดี๋ยวคุณยายรอ"
เขาเขย่าแขนเธอแรงขึ้นอีกนิด
คราวนี้กะทิสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาด้วยความตกใจ เธอมองไปรอบๆ ด้วยสายตาเลิ่กลั่ก เบลอๆ งงๆ ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก่อนจะหันมาเจอหน้าหมอภิภพที่นั่งมองอยู่
"คะ... คุณหมอ?"
เสียงเธอแหบพร่า
"ถึง... ถึงแล้วเหรอคะ?"
"ครับ ถึงนานแล้ว" เขาตอบยิ้มๆ
กะทิรีบยกมือขึ้นเช็ดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ ด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีน้ำลายยืดให้น่าอับอายขายขี้หน้า
"กะทิ... หลับไปเหรอคะ? นานไหมคะ?"
"ไม่นานหรอกครับ... หลับตั้งแต่แยกไฟแดงนู้น"
เขาแกล้งแซว
"หา!!" กะทิหน้าแดงซ่าน
นั่นมันเกือบครึ่งทางเลยนะ!
"ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริงๆ ค่ะคุณหมอ กะทิไม่ตั้งใจจะหลับใส่ มัน... มันวูบไปเองค่ะ เสียมารยาทแย่เลย คุณหมอขับรถให้แท้ๆ"
เธอยกมือไหว้ขอโทษขอโพยยกใหญ่
"ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี"
หมอภิภพมองท่าทางลนลานของเธอด้วยความเอ็นดู
"เห็นคุณหลับสบาย ผมก็ดีใจ... แสดงว่ารถผมขับนิ่มใช้ได้"
กะทิยิ้มแห้งๆ แก้เขิน เธอปลดเข็มขัดนิรภัยออก
"ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง... แล้วก็ขอบคุณสำหรับอาหาร แล้วก็บิงซู... แล้วก็เรื่องรถด้วยค่ะ"
เธอขอบคุณรวบยอดทุกสิ่งอย่าง
"ครับ... พักผ่อนเยอะๆ นะครับ อย่าทำงานดึก"
เขากำชับด้วยความเป็นห่วง
กะทิเปิดประตูลงจากรถ ลมร้อนภายนอกพัดเข้ามาปะทะหน้าทำให้ตาสว่างขึ้น เธอเดินไปไขกุญแจรั้วบ้าน แล้วหันกลับมาโบกมือลาเขา
หมอภิภพลดกระจกลง
"ล็อกประตูดีๆ นะครับ"
"ค่ะ... คุณหมอก็ขับรถดีๆ นะคะ ถึงบ้านแล้วไลน์บอกด้วยนะคะ"
ประโยคหลังเธอพูดไปตามมารยาท แต่คนฟังกลับหัวใจพองโต
"ครับ... จะรีบรายงานตัวครับ"
กะทิเดินเข้าบ้านไป ปิดประตูรั้ว และเดินหายเข้าไปในตัวบ้านจนไฟในห้องโถงสว่างวาบขึ้น บ่งบอกว่าเธอเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแล้ว
หมอภิภพรอจนแน่ใจว่าเธอเข้าบ้านเรียบร้อย ถึงได้เลื่อนกระจกขึ้น เขาถอนหายใจยาว... เป็นการถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความสุข วันนี้เป็นวันหยุดที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยทีเดียว เขาเข้าเกียร์ ออกรถเคลื่อนตัวออกจากซอยช้าๆ เพลงในรถยังคงเปิดคลอเบาๆ แต่ในใจของหมอภิภพ... มีเสียงดนตรีแห่งความรักบรรเลงดังกระหึ่มจนกลบเสียงเพลงไปจนหมดสิ้น
